ณ ดินแดนเหนือสุดของสยาม ดินแดนที่มีผู้คนมากหน้าหลายตามาตั้งรกรากทำมาหากินที่นี่ ดังนั้นศาสนาจึงมีบทบาทในการสานสัมพันธ์ให้ผู้คนเหล่านั้นได้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน วันนี้ผมจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักอดีตพระเถระผู้ใหญ่ ท่านคือผู้ซึ่งเคยเป็นที่เคารพกราบไหว้ และมีชื่อเสียงโด่งดังมากองค์หนึ่งของชาวจังหวัดเชียงราย ท่านคือหลวงปู่ขาน ฐานวโล แห่งวัดป่าบ้านเหล่า ต.ทุ่งกอ อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ครับ
ในสมัยที่ผมทำรายการโทรทัศน์ ผมได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการหลวงปู่ขาน ฐานวโล ที่วัดป่าบ้านเหล่า ทำให้ผมทราบถึงประวัติของท่านว่า หลวงปู่ขาน ฐานวโร ท่านมีนามเดิมว่า นายทองขาน นามสกุล สุขา เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2478 ณ บ้านโนนปอแดง ต.โนนสัง อ.โนนสัง จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็น จ.หนองบัวลำภู) โยมบิดาและโยมมารดาชื่อ คุณพ่อหนู และคุณแม่ฮ้อน สุขา พื้นเพเป็นคน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี แต่ภายหลังครอบครัวได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ อ.โนนสังข์ ติดกับเขื่อนอุบลรัตน์ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 10 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 9 ตามลำดับดังนี้ 1.พระสอน 2. นายพร 3. นางสอ 4. นางสังข์ 5. นางวัง 6. นางเวิน 7. นางเหวิ่น 8. นายหว่าน 9. หลวงปู่ขาน ฐานวโร และ 10. นางก้าน 
สำหรับชีวิตช่วงเยาว์วัยก็เหมือนกับเด็กทั่วๆไป คือ เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วได้ออกมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำสวน จนกระทั่งได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ 15 ปี ที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ครั้นต่อมาเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดป่าชะบาวัน บ้านกุดฉิม ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2500 เวลา 15.43 น. โดยมีพระครูศาสนูปกรณ์ วัดโยธานิมิตร เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่อุ่น ชาคโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการเพ็ง อิติโสภโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐานวโร” แปลว่า ที่ตั้งอันประเสริฐ 
ในสมัยที่บวชเป็นสามเณรได้เรียนนักธรรมตรีมาก่อนแล้ว พอบวชเป็นพระก็เลยไม่ได้เรียนนักธรรม แต่ท่านหันไปเรียนทางปฏิบัติแทน โดยไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าโคกสำโรง อ.โนนสังข์ ซึ่งมีหลวงพ่อชม โฆสิโก เป็นเจ้าอาวาส 3 พรรษา และได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน พอดีขณะนั้นชาวบ้านกำลังช่วยกันสร้างศาลาที่พัก หลวงปู่ขานท่านก็ได้ไปขออาศัยเขาเป็นที่พัก โดยหลวงปู่ท่านได้ปักกลดอยู่องค์เดียวด้วยเหตุที่ว่าหลวงปู่ขานท่านไม่เคยอยู่ในที่เปลี่ยวๆ ท่านก็เตรียมทำวัตรสวดมนต์ โดยท่านได้นำไม้และเปลือกไม้มาวาง แล้วก็เอาเสื่อมาปูรองนั่ง พอท่านนั่งสวดมนต์ได้สักพัก ก็ปรากฏว่ามีงูใหญ่ได้เลื้อยขึ้นมาอยู่บนตักของท่าน แต่ท่านก็ยังคงนั่งทำสมาธิโดยความสงบ หลังจากนั้นหลวงปู่ขานก็ได้นิมิตว่ามีพ่อกับลูกลงมาจากหลังเขา มาบอกท่านว่า จะเอาหรือเปล่าพระอยู่ในถ้ำ ท่านก็บอกว่า เราไม่เอาหรอก เราก็เป็นพระอยู่ ต่อมาภายหลังท่านได้ไปพิสูจน์ดูก็ปรากฏว่า มีพระอยู่ในถ้ำจริงๆ
หลังจากท่านเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ หลวงปู่ขานท่านก็ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ตลอดระยะเวลาที่อยู่วัดถ้ำกลองเพล หลวงปู่ได้ปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้น มีอยู่วันหนึ่งหลวงปู่ขาวบอกกับหลวงปู่ขานว่า วันนี้เป็นวันพระไม่ต้องจำวัตร หลวงปู่ขานก็ปฏิบัติตามได้ทำวัตรสวดมนต์ ฟังเทศน์โดยหลวงปู่ขาวเป็นคนเทศน์ ท่านเทศน์ 2 ชั่วโมง และให้หลวงปู่ขานนั่งสมาธิต่อจนถึง 6 โมงเช้า ซึ่งที่วัดนั้นไฟฟ้าก็ไม่มี ร้อนก็ร้อน ยุงก็เยอะ ท่านก็ไม่ย่อท้อ และในเวลาต่อมา หลวงปู่ขานก็ได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในถ้ำผาผึ้ง ท่านก็นั่งสมาธิอยู่เพียงองค์เดียว ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่นั้น ท่านก็เพ่งจิตไปตามวัดต่างๆ มองพระทุกองค์ ทุกรูป ซึ่งก็มีแต่โครงกระดูก พอมองไปที่หลวงปู่ขาว จิตก็เลยถอน หลวงปู่ขานท่านเล่าว่า การนั่งทำสมาธิคราวนี้แตกต่างจากครั้งที่ไปอยู่กับหลวงปู่จวน กุลเชษโฐ วัดป่าแก้วชุมพล ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่จวน ที่ถ้ำจันทร์ หนองคาย ซึ่งท่านก็ให้นั่งสมาธิอีกเช่นกัน แต่พอมองแล้วมีแต่ความว่างเปล่า ในโลกมนุษย์ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า และในช่วงออกพรรษา หลวงปู่ขานก็ได้ธุดงค์ไปหลายแห่งทางภาคอีสาน พอเข้าพรรษาก็กลับมาจำพรรษากับครูอาจารย์ เช่น หลวงปู่วัน หลวงปู่ชินทอง หลวงปู่จันทา เป็นต้น เป็นเช่นนี้เรื่อยมาตลอด หลังจากนั้นหลวงปู่ได้จาริกไปที่ต่างๆ เรื่อยไป
จนกระทั่งการเดินธุดงค์ซึ่งมีสหายธรรมไปด้วย และนับเป็นครั้งสุดท้ายของท่าน ท่านได้ธุดงค์ไปกับอาจารย์ปรีชาหรืออาจารย์ทุย นอกนั้นก็จะเดินธุดงค์คนเดียว โดยอาศัยไปแสวงหาครูบาอาจารย์เอาข้างหน้า โดยเริ่มจากถ้ำเมืองเพล ไปหนองบัวลำภู ไปโนนสังค์ ขึ้นภูกระดึง ไปจังหวัดเลยมาที่อ.เชียงคาย เดินตามริมแม่น้ำโขงลงมาเรื่อยๆ จนถึง อ.ผือ แล้วก็ไปอยู่ถ้ำพระ ซึ่งเป็นที่ๆ กันดารที่สุด ที่นั่นมีหมู่บ้านซึ่งมีชาวบ้านอยู่แค่ 6 หลังคาเรือนบิณฑบาตรตอนเช้าก็จะได้ข้าวมา 3 ก้อน เพราะชาวบ้านเองก็อดอยาก หลวงปู่ขานก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักขอแค่พออยู่ก็พอแล้ว สำหรับอาหาร หลวงปู่ขาน ได้ธุดงไปยังถ้ำพระ ที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พบหลวงปู่ลี กุสลธโร ทั้ง 2 ท่านต่างภาวนาอย่างไม่ลดละต่อกิเลส จนหลวงปู่ขาน ได้พบกับวิมุตติธรรมอันประเสริฐ อันเป็นเครื่องยุติการเดินทางใน 3 โลกธาตุ หลวงปู่ ได้กลับไปนมัสการพระอาจารย์ท่านต่างๆ
ท่านไม่ยอมหยุดนิ่งยังคงออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ 4-5 ปีจึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งหนึ่ง ในครั้งที่กลับบ้านครั้งหลังสุดนี้ได้ทราบข่าวว่าที่บ้านเกิดน้ำท่วม ครอบครัวของหลวงปู่ขาน และชาวบ้านก็ได้อพยพหนีน้ำไปอยู่ที่บ้านเหล่า จ.เชียงราย เนื่องจากบ้านโนนปอแดง อยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อนอุบลรัตน์ ท่านก็เลยคิดว่าจะไปเยี่ยมที่ จ.เชียงราย 
หลังจากนั้นท่านก็ได้ร่วมเดินธุดงค์ไปกับพระองค์อื่นๆรวมแล้วไปด้วยกัน 11 องค์ หลวงปู่ขานท่านเล่าว่า ตอนครอบครัวของท่านย้ายไปอยู่ที่เชียงรายใหม่ๆ ทางราชการหรือคนแถวนั้นหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิส จึงทำให้ครอบครัวของท่านเดือดร้อนกันพอสมควร ครั้นถึงคราวหลวงปู่ขานท่านไปเยี่ยมครอบครัวก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระคอมมิวนิสอีก กลุ่มคนที่กล่าวหาก็คือ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด โดยนำเอาไมโครโฟนมาเป่าประกาศหาว่าพวกของหลวงปู่ขาน เป็นพระคอมมิวนิส มีปืน มีระเบิด ใครขึ้นไปแถวๆที่วัดหลวงปู่ขานอยู่ให้ระวังตัวให้ดี หลวงปู่ขาน ท่านจึงได้แก้ปัญหาด้วยความที่เป็นคนอารมณ์ขันของท่าน โดยการบอกว่า ปืนนะ มี แต่เป็นปืนฉีดน้ำ มีลูกอยู่ 2 ลูก จากเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้หลวงปู่ขานอยู่ที่วัดไทยภูแก้วด้วยความยากลำบาก เดี๋ยวก็มาต่อต้าน เดี๋ยวก็มาขับไล่ เดี๋ยวก็มาให้เปลี่ยนชื่อวัด สำหรับวัดป่าบ้านเหล่าหรือดอยกู่แก้วเคยเป็นวัดในสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์ อาณาจักรเชียงแสนมาก่อน เมื่อก่อนที่วัดมีพระธาตุเก่าอยู่ คือพระธาตุแก้ว แต่ปัจจุบันก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดป่าบ้านเหล่า ดังปัจจุบัน ตลอดเวลาหลวงปู่ขาน ท่านไม่ย่อท้อ ท่านคงต่อสู้ตลอดมา ประกอบกับได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านในย่านนั้นขยายวงกว้างมากขึ้น จนอาณาบริเวณของวัดบ้านเหล่ามีเนื่อที่ประมาณ 50 ไร่ ประกอบกับได้รับแรงศรัทธาของญาติโยมช่วยกันสร้างทีละนิดทีละหน่อยค่อยเป็นค่อยไป จากการที่หลวงปู่ขานท่านเป็นพระนักพัฒนา จึงเป็นเหตุให้บริเวณโดยรอบของวัดดูสวยสดงดงาม สะอาดสะอ้านดังที่เห็น
หลวงปู่ขานท่านมักจะสอนพระเณรให้รู้จักพึ่งตนเอง มีความอดทน และทำเป็นตัวอย่างมากกว่าสอนด้วยปากเปล่า และหลวงปู่ไม่รับนิมนต์กิจ ที่ไหนไกลจากบ้านเหล่าเลย อีกทั้งท่านยังเป็นพระที่มีขันติธรรม แม้ท่านป่วยก็ไม่บ่น แสดงอาการอ่อนแอให้ใครได้เห็น หลวงปู่ขาน เป็นพระป่าสายวิปัสสนากรรมฐานอย่างเคร่งครัด จนมีผู้เคารพเลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก ทุกวันพระจะมีการอบรมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ญาติโยม และก่อนวันพระจะอบรมให้แก่พระภิกษุสงฆ์ มาโดยตลอด หลวงปู่ขาน มรณภาพด้วยอาการไตวายเรื้อรัง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2549 เวลา 21.34 น. สิริอายุรวม 71 ปี 1 เดือน 17 วัน พรรษา 50